ช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสไปร่วมงานภาวนาที่ชื่อว่า Family Retreat ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหมู่บ้านพลัมแห่งประเทศไทย ณ วังรี รีสอร์ท จังหวัดนครนายก
ตลอดระยะเวลา 5 วัน 4 คืนที่นั่น เราได้ร่วมทำกิจกรรมมากมาย ทั้งฟังเทศน์จากหลวงปู่ติชนัทห์ฮันห์ เดินเพื่อฝึกสติ นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย ผ่อนคลาย รวมถึงแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมงานเป็นกลุ่มย่อยเพื่อสนทนาธรรม (รายละเอียดอยู่ในคอลัมน์รายงานพิเศษ ฉบับ 353)
ดิฉันได้รับการจัดในเข้าร่วมกับกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแลกเปลี่ยนกันเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อแม่และคนในครอบครัว รวมถึงเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุด้วย หลวงแม่เจิงคอม ซึ่งเป็นหลวงแม่ผู้ให้คำปรึกษา จึงเล่าเรื่อง คุณลุงชาวอเมริกันวัย 62 ปีท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นนักดนตรี ผู้ใส่ทำนองให้บทกวีธรรมะอันแสนไพเราะของหลวงปู่ และตอนนั้นคุณลุงท่านนี้ป่วยเป็นโรคหัวใจ ขั้นรุนแรง
ขณะนอนอยู่ในห้องไอซียูด้วยอาการโคม่า แพทย์หมดทางรักษาแล้ว ลูกหลานก็เริ่มร้องเพลงธรรมะของหลวงปู่ให้ฟัง เพราะเชื่อว่า นี่คือผลงานชิ้นเอกของคุณลุงท่านนี้
ไม่เกินสัปดาห์ ท่านก็สามารถพึมพำคำว่า “หายใจเข้า หายใจออก” ได้ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเหล่าแพทย์พยาบาล ซึ่งต่างนึกว่าคุณลุงกำลังสื่อสารกับยมฑูตเมื่อหลวงปู่ติชนัทห์ฮันห์ทราบข่าว ท่านเขียนจดหมายน้อย ให้ลูกหลานไปอ่านให้คุณลุงฟัง พร้อมกับวางจดหมายนี้บนหัวใจของท่านจดหมายเขียนว่า “หายใจเข้า หัวใจเกิดใหม่ หายใจออก หัวใจสดชื่น”หลังจากได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ คุณลุงท่านนี้ก็เริ่มมีอาการดีขึ้น จนออกจากห้องไอซียู และออกจากโรงพยาบาลในเวลาต่อมา
คุณลุงกลับมาเดินได้ แม้ต้องใช้ไม้เท้า มีชีวิตอยู่อย่างสดชื่นเบิกบานต่อมาจนสองปีให้หลัง ท่านจึงจากไปอย่างสงบ
หลวงแม่เจิงคอม ซึ่งเคยเป็นนักชีววิทยา ก่อนบวชเรียน เล่าว่า ทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า จิตใจของเรามีระดับความลึก และในระดับที่ลึกที่สุดนั้น สามารถรับรู้เสียงและความรู้สึกของผู้คนรอบตัวได้
จึงกลายเป็นปาฏิหาริย์แห่งการเยียวยาจิตใจผู้ป่วย
ยิ่งรดน้ำลงไปในความภาคภูมิใจของเขามากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดผลดีมากเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เขากำลังสูญสิ้นทุกอย่าง
หากคนๆนั้นเป็นญาติพี่น้อง หรือคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายของเราด้วยแล้ว การพูดจาโอภาศัยกับท่านเนืองๆ ย่อมมีคุณค่านับอนันต์เราได้บุญและความอ่อนโยนในจิตใจจากความกตัญญูรู้คุณท่าน ท่านก็ได้ความสดชื่น มีความหวัง ในร่างกายที่ร่วงโรย
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอค่ะ