ปีที่ : 12 ฉบับที่ : 286

1 กันยายน 2553

สมัครสมาชิกนิตยสาร

Back Issue | Next Issue

ดูเรื่องย้อนหลัง

 

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 248

เพราะเรารักกัน

   คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย...อาจเป็นอีกสัจธรรม

อยากให้เธอมีแต่ความสุข

   ฉัน (อภิสมัย สุขสนิท ปัจจุบันอายุ 56) เริ่มต้นใช้ชีวิตกับเธอ (พิสุทธิ์ สุขสนิท ปัจจุบันอายุ 60) เมื่อปี 2520 ฉันขอโทษ หากบางช่วงของชีวิต อาการภูมิแพ้เรื้อรังของตัวเองสร้างภาระแก่เธอ ทั้งที่ฉันพยายามดูแลสุขภาพตั้งแต่เพิ่งแต่งงานกันเป็นกิจวัตร โดยชวนเธอเดินออกกำลังกายหลังอาหาร ขี่จักรยานไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ในวันหยุด อาหารที่กินเป็นประจำมักเป็นเมนูประจำถิ่นอีสาน-กาฬสินธุ์ จำพวกผักปลา น้ำพริก เราเอาจกินเนื้อเค็มบ้าง หากก็นานมากแล้วที่เราเลิกขาด

   หากอาการที่ฉันเป็นก็กำเริบรุนแรงตอนตั้งท้องลูกคนที่สอง (ปี 2524) หลังจากคลอด ฉันต้องรับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิต้านทานติดต่อกันหลายปี ประกอบกับต้องดูแลลูกน้อย เราจึงเหลือเวลาน้อยมากที่จะไปเดินออกกำลังแบบเก่า ได้แต่ทำท่ากายบริหารไปพลางๆ ส่วนเธอก็เริ่มมีสังคมของผู้ชายเล่นสนุ๊ก แบทมินตัน และกอฟท์

   ความฝันของฉันในวันนั้นคือ ไปเข้าคอร์สชีวจิตกับอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง เพราะอ่านหนังสือและนิตยสาร จึงเห็นท่านเป็นเหมือนมหาบุรุษ อัศวินม้าขาวมาช่วยพลิกสถานการณ์สุขภาพคนไทย

   เธอไม่ได้ตำหนิหรือห้ามปรามที่ฉันนำความรู้จากชีวจิตไปปรับเปลี่ยนสีข้าวขาวในหม้อให้เป็นสีน้ำตาลและแดง ขอให้ทุกคนในบ้านหยุดกินอาหารก่อท็อกซินทั้งหมด จนเธอแอบแซวว่า ฉันเป็น “ชีวจิตลิซึ่ม” ซึ่งฉันไม่ได้เก็บมาเป็นอารมณ์ หากแต่ก็ยังปรับแนวทางชีวจิตเข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

   เธอรู้ดีว่า ฉันอยากให้เธอทำงาน รับผิดชอบภาระหน้าที่ผู้บริหารในวิทยาลัยอาชีวะศึกษาประจำจังหวัดอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องห่วงสุขภาพฉัน สุดท้ายเธอก็เชื่อตามแนวทางชีวจิตสนิทใจ เมื่อรำกระบองเพียงไม่กี่ท่าสามารถแก้ปัญหาอาการปวดยอกหลังอันเกิดจากการเล่นกอฟท์เรื้อรังนับปีได้

   วันหนึ่ง ไม่นานมานี้ เธอบอกกับแม่ของฉันว่า “เมื่อก่อนเวลาเขาป่วย ป่วยคนหนึ่งก็เหมือนป่วยทั้งสองคน ถ้าเขาไม่มาทางชีวจิต สุขภาพจะไม่สมบูรณ์แบบนี้ เขาสบายดี เวลาทำงานก็ปลอดโปร่ง เพราะจิตใจมุ่งมั่นมานะของเขา ทำให้ผมและลูกประสบความสำเร็จ ภูมิใจที่มีเขาเป็นภรรยา”

เราคือเพื่อนที่เข้าใจกัน

   แม้แรกเริ่ม เธอ (ดุษฎี อรรถศิริ ปัจจุบันอายุ 35) เป็นผู้หญิงถูกชะตา คุยด้วยรู้เรื่อง ความรักของเราในทัศนะฉัน-ผู้ชายธรรมดา (วราฤทธิ์ อรรถศิริ ปัจจุบันอายุ 40) ตอนนั้นเป็นความรักจี๋จ๋าแบบหนุ่มสาว หากเมื่อวันเวลาผ่านไป 10 ปี ที่ต้องตื่นนอนพร้อมกัน ทำกิจการด้านไอทีร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พบกันตลอด 24 ชั่วโมง ฉันก็มองความรักเปลี่ยนไป

   รักและพึงใจอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความเข้าใจกันให้มาก เพราะเราอยากให้ความสุขเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่กันเป็นครอบครัว เราไม่ใช่นายวราฤทธิ์หรือนางดุษฎีคนใดคนหนึ่ง แต่ “เรา” มีสองคน อะไรที่ตัวเองไม่ชอบก็ต้องรู้จักยอมรับ อันไหนที่เธอชอบ ฉันควรให้ และนั่นต้องเป็นสิ่งดี เช่น ฉันคงไม่ชวนเธอไปนั่งกินเหล้าสูบบุหรี่กับเพื่อนแน่ๆ เพราะการทำแบบนั้นฝากประสบการณ์ร้ายไว้ในความทรงจำ

   เพื่อนคงจำได้ดี วันหนึ่งที่ไตรกรีเซอไรด์ในเลือดสูงถึง 800 ชีพจรฉันเต้นเบา ตัวชา จึงช็อคกลางวงเพื่อน และไม่มีใครช่วยอะไรได้ นอกจากยาของหมอแผนปัจจุบัน ยังมีเธอ...ที่รัก ที่นำแนวทางชีวจิตเข้ามาปรับเปลี่ยนอาหารการกิน การใช้ชีวิต ซึ่งช่วยให้ฉันมีอาการดีขึ้นๆ

   ฉันรู้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เดิมนอกจากสุรายาเมา ยังชอบกินเนื้อสัตว์มาก แต่ด้วยความที่เธอคิดว่า “เรา” จะไม่ทิ้งกัน จะดูแลกันและกันตลอดไป ทำให้เธอมุ่งมั่นเพียรพยายาม แม้จะหนักเหนื่อย แต่ด้วยหัวใจที่เปี่ยมรักต่อสามีจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฉันยอมมาเข้าคอร์สชีวจิตถึง 2 ครั้ง 2 ครา แน่ล่ะ ฉันซึมซับสิ่งดีจากอาจารย์สาทิส อินทรกำแหงที่เธอหยิบยื่นให้ตลอดมา

   ฉันยังอดหดหู่ไม่ได้ เวลาจินตนาการว่า หากมีอาการช็อคอีกครั้ง และเกิดเป็นอะไรไป เธอและลูกจะอยู่กันอย่างไร ชีวิตอีกยาวไกลที่ยังเหลือจะเป็นอย่างไร หรือฉันยังมีลมหายใจ แต่ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา ความฝันที่เราจะท่องเที่ยวด้วยกัน คงอับเฉา ฉันอยากมีชีวิตเปี่ยมสุขให้นานที่สุด เป็นความสุขจากการมีสุขภาพดีพร้อมๆกันกับเธอ ที่จะเข้าใจกันและกันตลอดไป

เราเติมเต็มกันและกัน

   ด้วยอาชีพแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งที่ทำอยู่ ทำให้ฉัน (ปารมิตา มารศรี ปัจจุบันอายุ 32) ไม่มีเวลาเหลือเผื่อตัวเองมากนัก หากอาชีพเกษตรกรของเธอ (ธีร์ธวัช จงวิมาณสินธุ์ ปัจจุบันอายุ 35) ช่วยเติมเต็มส่วนที่พร่องไปให้สมบูรณ์

   วันหนึ่ง ฉันพบว่า ความใจร้อน ชอบพึ่งพาเธอตลอดเวลานั้น ทำให้เธอห่วงใยและเป็นทุกข์ บางช่วงฉันหักโหมงานหนัก นอนดึก อาการภูมิแพ้กำเริบ เธอก็จะตื่นแต่เช้า ปลุกฉันปออกกำลังกาย เตือนให้ฉันดูแลตัวเองให้มาก มิเช่นนั้นจะไม่มีแรงช่วยคนอื่น

   ฉันจึงเรียนรู้ว่า นี่ไม่ใช่การทำร้ายตัวเองคนเดียวนะ ทำร้ายอีกฝ่ายด้วย ฉันรักเธอ จึงต้องพยายามดูแลสุขภาพกายตัวเองให้ดี ส่วนจิตใจนั้น ฉันเจียดเวลาไปวิปัสสนา ฝึกฝนจิตใจ เพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง หากวันหนึ่งในอนาคต เมื่อต้องจากกันไปตามธรรมชาติของการเกิด แก่ เจ็บ ตายในวัฏสงสาร คนที่เป็นภาคส่วนที่เหลือจะได้อยู่ตามลำพังได้

   ระหว่างที่เรายังเคียงคู่ ตื่นนอนเช้าวันนี้ยังเห็นหน้ากันและกันอยู่ เมื่อไปทำงานก็โทร.คุยกันเสมอๆ ยามว่างเราไปวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรม หรือเดินดูสวน ชมต้นไม้ ปรับเปลี่ยนอาหารหลายเมนู งดเนื้อสัตว์อื่น กินแต่ปลา ข้าวกล้อง หาเวลาออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหยาะเหมือนเธอบ้าง