ปีที่ : 12 ฉบับที่ : 286

1 กันยายน 2553

สมัครสมาชิกนิตยสาร

Back Issue | Next Issue

ดูเรื่องย้อนหลัง

 

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 272

เรียนลัดวิชา”ชีวิตคู่”กับกูรูชีวจิต

รักเรายังหวานจ๋อย
คนอยากรู้: ความรักของคนวัยคุณปู่คุณย่าหวานชื่นอย่างไรคะ
อาจารย์สาทิส: อายุเราขนาดนี้(83 ปี) อยู่ด้วยกันตอนนี้เท่าไรแล้วนะ (หันไปหาคนข้างๆที่อมยิ้มอยู่ ) เอ้อ ห้าสิบกว่าปีแล้ว เรารู้จักกันดีอย่างเหลือเกินแล้ว ทั้งรู้จัก รู้ใจ รู้ข้อบกพร่อง ข้อดี ข้อเสีย ข้อบกพร่องถ้าจะพูดถึงตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะเราปรับจนไม่รู้จะปรับอย่างไร  เราจึงเป็นทั้งคู่รัก ผัวเมีย ปู่ย่า เป็นพร้อมกันหมด  (มีเสียงแซวจากอีกฝ่ายทันทีว่า “ไหนบอกว่าเป็นแม่ด้วยไง”  )
อาจารยสาทิส:  จะให้ประกาศเหรอ (หัวเราะดังมาก) เอาเป็นว่า ตอนนี้รู้สึกอีกอย่างคือจากเมียจะกลายเป็นแม่ขึ้นทุกทีๆ 
อาฉินโฉม: อย่างที่อาจารย์บอกนะคะ คือในชีวิตแต่งงาน ต่างคนต่างต้องปรับ เพราะเป็นไปไม่ได้ว่าสองคนจะเหมือนกันหมด ยกตัวอย่าง เวลาคนหนึ่งร้อน อีกคนก็ต้องเย็น สลับกัน ถ้าร้อนทั้งคู่ ภูเขาไฟก็ระเบิด ซึ่งพื้นฐานของการปรับความเข้าใจกันได้ เราก็ต้องมีความรักให้กันก่อน
คนอยากรู้: ความรักตอนนี้กับสมัยหนุ่มสาวเปลี่ยนไปไหมคะ
อาจารย์สาทิส:สมัยเป็นหนุ่มสาว รักกันใหม่ๆ  รักจี๋ หวานจ๋อย (หัวเราะน้อยๆ)  ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่  แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ มีลูก มีหลาน ชีวิตแทนที่จะมีสองคน ก็แตกแขนงไปเรื่อยๆ กลายเป็นสี่ กลายเป็นแปด  เลยเป็นว่า อายุทำให้ความคิดบางอย่างเปลี่ยน เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิต แต่ความรักความเข้าใจไม่เปลี่ยน
อาฉินโฉม: ครอบครัวเราไม่ได้มีเฉพาะลูกหลาน แต่เรามีคนชีวจิตที่เป็นครอบครัวใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็คล้ายๆเป็นปู่ ย่าตา ยาย (หันไปแซวอีกฝ่ายบ้าง) แต่ห้ามเรียกลุง  ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจกัน รักกัน อย่างน้อยกระแสความรักก็ส่งไปสู่ลูกหลานได้ แต่ถ้าเราทะเลาะกันตลอด เราก็ไม่สามารถส่งความรักไปให้คนในครอบครัวเราได้

อารมณ์ขัน
อาจารย์สาทิส: อย่างที่รู้ว่าคำว่า “แก่” เป็นคำหยาบคาย เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นปู่ย่าที่ไม่แก่ เราจึงต้องเล่นกันบ้าง หยอกกันบ้าง ไม่งั้นแก่แย่ (หัวเราะ) ยิ่งอารมณ์ขัน ต้องมี ต้องเตือนตัวเองเสมอว่ายิ่งอายุมาก ต้องมีอารมณ์ขัน ถ้าไม่มีแล้วชีวิตจะเหี่ยวแห้งไปหมด ถ้ารู้สึกเบื่อเมื่อไร ต้องรีบหาอะไรสนุกๆทำ
คนอยากรู้: อาจารย์สร้างอารมณ์ขันอย่างไรคะ
อาจารย์สาทิส: โอ๊ย หลายวิธี หาเรื่องแหย่กัน หาเรื่องหลอกกันก็ได้ มีเยอะแยะ  คนนี้(บุ้ยหน้าไปทางอาโฉม)โดนเยอะเลย โดนมาตลอดชีวิต (หัวเราะเสียงดังอย่างผู้ชนะ)
อาฉินโฉม: ความสุขของอาจารย์เลย (พูดไปยิ้มไป) หลอกเมียตัวเอง  มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาโฉมกับอาจารย์ต้องแวะพักที่ชุมพรเพราะขับรถต่อไปไม่ไหว  (อาจารย์สาทิสหัวเราะ นึกถึงวีรกรรมที่ทำไว้กับคุณอาฉินโฉม) 
โรงแรมที่เข้าไปพักดูด้านนอกก็สะอาดดี แต่พอเข้าไปข้างในแล้ว ปรากฎว่า ห้องเป็นห้องเล็กๆแคบๆ หน้าต่างก็ติดๆกันเหมือนจะมองเห็นอีกห้องได้เลย อาโฉมก็ใจไม่ค่อยดีเท่าไร ก็บอกอาจารย์ว่า เดี๋ยวอาโฉมจะเข้าไปอาบน้ำ ให้อาจารย์รออยู่ในห้องก่อนอย่าเพิ่งออกไปไหน
ในห้องอาบน้ำก็มีแต่ฝักบัว ไม่มีราวแขวนเสื้อผ้า ต้องเอาเสื้อผ้าพาดไว้ที่เตียง พออาบน้ำเสร็จก็เปิดประตูออกมา แต่ก็ไม่เห็นอาจารย์อยู่ในห้องแล้ว พออาโฉมหันหลังก้มหยิบเสื้อผ้าจะใส่เท่านั้น ก็มีเสียง โฮ๊ะดังๆ ด้านหลัง พร้อมกับคนกระโดดพรวดออกมาจากตู้เสื้อผ้าข้างๆ อาโฉมตกใจจนเข่าอ่อนลงไปนั่งกองกับพื้น  แล้วอาจารย์ก็หัวเราะเสียงดังลั่น
อาจารย์สาทิส: ที่ขุนตาลล่ะ (เหมือนอยากจะให้เล่าวีรกรรมสุดประทับใจยิ่งกว่า)
อาฉินโฉม: ใช่แล้วที่ขุนตาลยิ่งหนัก สมัยโน้น เราไปพักกับเพื่อนๆหมอและพยาบาลที่บ้านของอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมชที่อำเภอขุนตาล  บ้านที่พักล้อมรอบด้วยต้นไม้ ไฟก็สลัวๆ แล้วพวกหมอพยาบาลจะชอบตั้งวงเล่าเรื่องผี
    ที่ที่เราตั้งวงเล่าเรื่องผีอยู่นอกชานบ้านใต้ต้นไม้ ขณะพยาบาลกำลังเล่าเรื่องผี จู่เขาก็หยุดเล่า ทำตาโต เราก็ เอะใจ เพราะรู้สึกว่ามีอะไรมาสะกิดตรงต้นคอ พอหันไปปรากฎว่าเป็นอะไรก็ไม่รู้สีขาวๆ เท่านั้นแหละ ทุกคนก็กรี้ดกันลั่น วิ่งจนวงแตก
    จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังลั่นจากระเบียงบ้านชั้นสองเหนือที่ที่เรานั่งกันอยู่ ปรากฎว่าเป็นอาจารย์สาทิสไม่รู้ลุกไปตอนไหน แล้วแอบไปดึงผ้าปูเตียงที่สมัยก่อนจะใช้สีขาว แล้วไปยืนบนระเบียงห้อยผ้าลงมาหลอกพวกเรา (เสียงหัวเราะอีกก๊ากใหญ่จากคนช่างแกล้ง) 
อาจารย์สาทิส: ก็อยากกลัวทำไม (หัวเราะต่ออีกชุดใหญ่)
อาฉินโฉม: จนถึงทุกวันนี้ เวลาไปต่างจังหวัดด้วยกัน อาโฉมจะต้องสำรวจตู้เสื้อผ้าว่าอยู่ตรงไหน ใหญ่พอที่จะให้คนเข้าไปซ่อนได้ไหม หลอดไฟอยู่ตรงไหน  เพราะเขาจะชอบแกล้งปิดไฟด้วย
คนอยากรู้: อาโฉมเคยแกล้งอาจารย์ได้ไหมคะ
อาจารย์สาทิส: ไม่มีทาง ชาติหน้าแน่ะ   (หัวเราะ)
อาฉินโฉม: ไม่เคยสักครั้ง แล้วก็แกล้งไม่ทันด้วยค่ะ เขาจะแกล้งก่อนทุกที แล้วอาจารย์ก็ไม่เคยกลัวอะไรด้วย

เพศศึกษาเรื่องควรรู้
คนอยากรู้: ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยามีความจำเป็นในวัยสูงอายุไหมคะ
อาจารย์สาทิส: ไม่จำเป็นต้องไปคิดว่า ถ้าอายุแค่นี้หยุดได้แล้วนะ ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามธรรมชาติ พอพูดถึงเรื่องธรรมชาติก็ต้องย้อนมาพูดถึงเรื่องวิชาการ ก็เกี่ยวกับฮอร์โมน ฮอร์โมนมีหลายสิบตัว แต่ละตัวต้องทำงานร่วมกัน ถ้าทำงานตัวเดียวไม่สำเร็จ
ที่นี่เมื่อฮอร์โมนเซ็กส์หมดไปตามอายุ พอมันหมดหรือจวนจะหมดก็จะมีฮอร์โมนตัวอื่นมาทำหน้าที่แทน เหมือนกับตา พอตาเริ่มมองไม่ชัด เราก็มีแว่นตามาช่วยทำหน้าที่แทนได้ 
    ดังนั้นเมื่อเราเรียนเรื่องฮอร์โมนอย่างถ่องแท้แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับเซ็กส์อย่างเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับร่างกายอย่างเดียว แต่ฮอร์โมนมีผลต่อจิตใจด้วย  แน่ละฮอร์โมนเซ็กส์คือตัวนำ แล้วก็จะมีฮอร์โมนอื่นๆมาช่วยที่ทำให้เรามองอะไรสวยงาม มองอะไรสดใส ใจเราจะคิดว่าสนุก ใจคิดว่าน่าทำ
    ดังนั้นถ้าเราอยากใช้ “ชีวิตมีชีวา” เราต้องรู้หลัก หลายคนอายุมากๆ เข้า เขาจะทำอะไรไม่ได้เลย ปล่อยให้แก่ ดังนั้นถ้าปล่อยให้ความรู้สึกแก่เป็นตัวนำเมื่อไร ทุกอย่างจบเลย
    พอเรารู้หลักนี้ปุ๊บ เมื่อเกิดเบื่อขึ้นมาเมื่อไรต้องชวนไปดู ชวนไปทำอะไรแก้เบื่อ แล้วความรู้สึกจะดีขึ้น ซึ่งจะช่วยปลุกฮอร์โมนให้หลั่งออกมา นั่นแปลว่า เราจะสร้างชีวิตให้มีชีวาได้ตลอดไป
    ดังนั้นถ้าถามว่า อายุขนาดนี้แล้วเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องจำเป็นไหม ตอบว่า ไม่จำเป็น แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ที่นี่ถ้าเป็นไปตามธรรมชาติแล้วมันมีความสุขความพอใจ ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะ ว่าจะเลือกให้มากน้อยแค่ไหน ให้พอดีๆ

สุขภาพที่ต้องดูแล
คนอยากรู้: อาจารย์และอาโฉมดูแลสุขภาพกันและกันอย่างไรคะ
อาจารย์สาทิส: เป็นนิสัยว่า ยิ่งอายุมากยิ่งต้องทำงานมาก อยู่เฉยไม่ได้  ทำทั้งงานในโรงพยาบาล เขียนหนังสือ และต้องไปบรรยายยทุกวันไม่เคยหยุดเลย  ยิ่งพักหลังรู้สึกเหนื่อย  อย่างเป็นต้นว่า เลิกจากงานในโรงพยาบาลมาถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว แต่เราจะรู้สึกชื่นใจ เมื่อบีบแตรรถจะเข้าบ้าน เห็นเขา(คุณอาฉินโฉมยิ้มหวาน) มายืนรออยู่หน้าบ้านทุกวัน พอเข้ามาในบ้าน เขาก็จะเตรียมทุกอย่างไว้เสร็จ เพราะรู้ว่าเราเหนื่อยมาทั้งวัน ก็ทำให้รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมา
อาฉินโฉม: อาโฉมจะเตรียมของที่อาจารย์ชอบกินซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของกินเล่น (อาหารชีวจิต) เขาไม่ชอบกินของหนักมื้อเย็น และชอบอะไรที่เป็นน้ำๆ แต่บางทีเดาผิด ก็จะรีบแก้ไขทำอย่างอื่นมาให้กินแทน หรือบางทีเห็นเขาหน้าบึ้งเกินไปก็พยายามหาเรื่องแหย่ให้หัวเราะ ให้เขาคลายเครียด
คนอยากรู้: อาจารย์และอาโฉมเป็นห่วงเรื่องอะไรระหว่างกันคะ
อาจารย์สาทิส: ตอนนี้เรารู้สึกว่ามีความสุขคือเรามีเมียอยู่ เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก ชีวิตด้านคู่ผัวตัวเมียค่อนข้างสมบูรณ์ อีกเหตุผลสำคัญคือ โฉมเป็นคนสิงคโปร์ ตอนที่เรารักกัน ตกลงแต่งงานกัน โฉมต้องทิ้งอนาคต ทั้งๆที่เขาเป็นคนเก่ง  ทำงานในตำแหน่งสูง และกำลังได้ทุนไปเรียนต่อ แต่เขายอมทิ้งทุกอย่าง เพื่อมาแต่งงาน (คุณอาฉินโฉมนั่งอมยิ้ม)
    เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยหรือกระทั่งต่างประเทศ เขาก็ไม่มีญาติพี่น้องก็มีแต่อาคนเดียว ตรงนี้แหละจึงเกิดเป็นสัจจะเป็นพันธะว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องอยู่กับอาและอาต้องคอยดูแลกันเรื่อยๆ (คุณอาฉินโฉมแซวว่า แม้จะเป็นกระเทยก็ตาม)
    ดังนั้นที่กลัวตอนนี้คือว่า เราต้องพยายามดูแลเรื่องสุขภาพให้แข็งแรงเท่ากันๆ เพราะถ้าใครไปก่อนใคร คงเป็นเรื่องทารุณสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่
    ที่กำไรอีกอย่างคือ เรามีเมียที่เป็นทั้งเมียทั้งแม่ นี่กำไรตรงนี้ (หัวเราะดังลั่นห้อง)
    ความรักไม่มีวัย และไม่มีวันหมดอายุจริงๆค่ะ ตราบที่หัวใจยังเต้นด้วยจังหวะ “รัก รัก รัก”