|
อโมเดชอน
20/01/2010 5:48:19 PM
|
....... อโมเดชอน
ผู้เขียนย่างเท้าเข้าสู่วัย 68 โดยไม่รู้สึกตัวเองว่า "แก่"
เว้นแต่ตอนอยู่กับลูกกับหลาน เพราะมีคนมาเรียก ปู่ และ ตา
ปลายปีที่แล้วเข้าไปออกกำลังกายในสวนหลวง ร.9 ที่นั่น
เขามีเครื่องยกน้ำหนักสำหรับนักเพาะกาย มีบาร์คู่ ลองขยับกายขึ้นบาร์คู่ ขึ้นไม่ไหว เพราะไม่ได้เล่นมาหลายสิบปี อีกทั้ง
น้ำหนักตัวอยู่ในพิกัดร้อย กก. ต้นๆ จึงต้องไปยกบาร์เบลเล่น
กล้ามหน้าอก แรกๆรู้สึกหนัก แต่ยกไปเซ็ทที่สอง ที่สาม ก็พอไหว กลับมาบ้านเริ่มรู้สึกว่า กล้ามเนื้อมันตื่นตัว ดูหน้าอกมันพองตัว มีกล้ามอกขึ้นอีก รุ่งเช้าเพื่อให้แน่ใจว่า กล้ามมันยังขึ้นอีก จึงขึ้นไปยกเหล็กของผู้เขียนที่ดาดฟ้า
ครับ กล้ามมันยังขึ้นจริงๆ แม้จะ 68 แล้ว
จึงหยุดเล่นกล้าม เพราะคิดได้ว่าหากเล่นกล้ามต่อไปอีก
บังเอิญร่างกายมันเจริญเจิบโต เราจะต้องกลายเป็นยักษ์อะไรทำนองนั้น เพราะร่างกายมันคงโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเคยได้ยินหมอท่านนึงพูดว่าเนื้อหนังมังสาของเรา มีอายุยืนยาวถึง 110 ปี
ด้วยเหตุนี้จึงหยุดเพาะกาย หากเล่นเรื่อยๆไปมันเกิดโตขึ้นกลายเป็นยักษ์ ก็คงยุ่งกันใหญ่..
แต่มาวันนี้ ได้กลับมาลองเพาะกายดูอีกครั้ง มันจะโตเป็นยักษ์หรือไม่ จะได้รู้กัน
และเชื่อว่า หากร่างกายไม่หยุดเจริญเติบโต เราก็คงจะไม่แก่ จึงต้องลองเล่นเพาะกายชะลอความแก่
ผู้เขียนเคยเพาะกายมาตั้งแต่อายุ 16 ปีเศษ เนื่องมาจากปี 2500 ได้ต่ำแหน่งนักวิ่งกระโดดสูง นักเรียนชายรุ่นใหญ่ประจำจังหวัดพัทลุง ปีนั้นต้องแข่งขันกัน 2 วัน เพราะ
มีผู้ได้ที่ 1 ถึง 3 คน ต้องคัดเลือกให้เหลือคนเดียว
รางวัลที่ได้รับจากการชนะเลิศ นอกจากประกาศนียบัตร
แล้ว (สมัยนั้นไม่มีเหรียญทอง) ยังมีน้ำมันนวดกล้ามด้วย
จึงลองไปยกเหล็กเล่นกล้ามกับคนข้างบ้าน กล้ามแขนใหญ่
รู้สึกมั่นใจตัวเอง เลยเล่นกล้ามมาตั้งแต่วันนั้น
ปี 2504 สอบเข้าเรียนคณะนิติฯ มธ.ได้ แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัยกลับไม่ค่อยสนุก เพราะเป็นเด็กจากต่างจังหวัด
ไม่มีเพื่อน วันนึงเดินไปทางหลังตึก คณะนิติศาสตร์ ได้ยินเสียง
เหล็กกระทบพื้น รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงบาร์เบล จึงเดินเข้าไปดู
พบว่ามีบรรดานักกล้ามอยู่เต็มห้อง พวกเขาชวนให้ผู้เขียน
เล่นกล้ามด้วย เริ่มมีความสุขและมั่นใจขึ้นเป็นร้อยเท่า
ครูที่สอนเพาะกายบอกว่า ตัวสูง รูปร่างดี ให้ฟิตมากๆ
ถึงปีใหม่จะส่งขึ้นประกวดชายงามมหาวิทยาลัย อยากเป็น
ชายงามเหมือน สตีฟ รีฟว์ คนที่เล่นหนังเป็นตัวเฮอร์คิวลิส
จอมพลัง จึงต้องหาหนังสือเพาะกายมาอ่าน กินอาหารตามที่กำหนดในตารางอาหารประจำวัน โดยกินเนื้อประมาณเศษ 1 ส่วน 4 กิโล กินนมและกินอาหารเสริมไฮโปรตีนอเมริกา
โดยเฉพาะนมนั้น หากินยาก มีขายแถวเฉลิมกรุง และบางลำพู
เท่านั้น ชีวิตประจำวันของนักกล้ามอยู่เพียงหอพัก ห้องเรียน
ห้องสมุด และห้องเพาะกาย ที่ธรรมศาสตร์เรียกว่า....
"ศาลาแปดเหลี่ยม" แม้ในเดือนธันวาคม 2504
จะได้เพียงต่ำแหน่งชายงามอันดับ 3 แต่ผลที่ได้ทางอ้อมคือ
ร่างกายสมบูรณ์ สมองผ่องใส จิตใจเบิกบาน ประกอบกับ
วัยเด็กผู้เขียนกินอาหารค่อนข้างดี เพราะผักปลา หาได้เอง
อีกทั้งนิสสัยประจำตัวเป็นคนชอบกินผักมาก จึงมีผลให้สายตาดีมาจนวันนี้ อ่านหนังสือยังไม่ต้องใช้แว่น
อาหารการกิน ยังคงปฏิบัติเหมือนเดิมคือ กินไข่ กินนม
กินเนื้อ ผลไม้และผัก ชอบกินแกงใส่กะทิแบบปักษ์ใต้ เพราะ
ทำให้กินผักสดได้มาก ที่เขาห้ามมิให้ผู้สูงอายุกินไข่
ผู้เขียนไม่เชื่อ เพราะถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ เชื่อว่ามันเป็นอาหารบำรุง
การเดินทางไปทำงานที่ไกลๆก็ยังคงขับรถเอง ชนิด สุดเหนือ สุดใต้ จะมีอาการง่วงนอนบ้าง ก็เฉพาะตอนกิน อิ่มใหม่ๆ
อ่านหนังสือชีวจิต เพราะภริยาเป็นสมาชิกขาประจำทุกฉบับ เห็นว่าการเล่นกล้ามเพาะกาย น่าจะช่วยชะลอความแก่ได้
จึงเขียนมาเล่าสู่กันฟัง...
แจ้งลบกระทู้
|